top of page

พบ 241 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา

  • ค่าความสูงของรถคืออะไร? ทำไมถึงมีผลต่อการขับขี่ในสภาพเส้นทางต่าง ๆ

    ค่าความสูงของรถยนต์หรือ Ground Clearance เป็นหนึ่งในปัจจัยสําคัญที่ผู้ขับขี่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อรถ โดยคำนึงถึงสภาพการขับขี่ที่ตนเองใช้งานให้เหมาะสมในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พื้นผิวถนนไม่เรียบ การขับขี่ขนทางลาดชัน หรือแม้แต่เส้นทางที่แคบ รวมถึงจุดศูนย์ถ่วงและการควบคุมรถซึ่งค่าความสูงของรถยนต์นั้นส่งผลทั้งสิ้น ค่า Ground Clearance คืออะไร ? ค่าความสูงจากพื้นถึงจุดที่ต่ําที่สุดของตัวถังรถ ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ใต้ท้องรถ โดยแบ่งตามกลุ่มประเภทรถยนต์ ดังนี้ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (B-Segment) มีความสูงเฉลี่ย 130-150 มม. รถยนต์นั่งขนาดกลาง (C-Segment) มีความสูงเฉลี่ย 160-170 มม. รถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (D-Segment) มีความสูงเฉลี่ย 150-170 มม. รถยนต์อเนกประสงค์ (Cross Over, SUV, MPV) มีความสูงเฉลี่ย 170-205 มม. รถกระบะดัดแปลง (PPV) มีความสูงเฉลี่ย 210-225 มม. รถกระบะ (Pickup) มีความสูงเฉลี่ย 230-280 มม. ขึ้นไป สำหรับเหตุผลทางวิศวกรรมความสูงของตัวรถมีผลต่อจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถและมีผลต่อการควบคุมรถอยู่บ้าง หากปราศจากปัจจัยอื่นที่ถูกนำมาคำนวนร่วมกัน อาจมีผลต่อการถ่ายเทน้ำหนักหรือโคลงตัวตามแรงโน้มถ่วง ซึ่งความสูงของตัวรถที่มากกว่าอาจจะมีการโคลงตัวได้มากกว่ารถที่ความสูงน้อยกว่า ค่า Ground Clearance ส่งผลต่อการขับขี่ผ่านอุปสรรคอย่างไร ? รถที่มีค่า Ground Clearance สูง เช่น รถ SUV, MPV และรถกระบะ จะสามารถขับผ่านสิ่งกีดขวางหรือพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบได้ง่ายกว่ารถที่มีค่าต่ํา เนื่องจากมีระยะห่างจากพื้นมากกว่า ลดความเสี่ยงในการทับถมหรือชนกับสิ่งกีดขวางได้ รถที่มีค่า Ground Clearance ต่ํา เช่น รถนั่งขนาดเล็กและกลาง จะมีความเสี่ยงในการชนกับสิ่งกีดขวางหรือพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบมากกว่า เนื่องจากระยะห่างจากพื้นน้อย อาจทําให้เกิดความเสียหายกับส่วนล่างของรถได้ง่าย ค่า Ground Clearance ส่งผลต่อต่อการขับขี่ในถนนเหรือทางเข้าออกที่แคบอย่างไร ? ความสามารถในการขึ้น-ลงทางลาดชัน รถที่มีค่า Ground Clearance สูงจะสามารถขึ้น-ลงทางลาดชันได้ดีกว่ารถที่มีค่าต่ํา เนื่องจากมีระยะห่างจากพื้นมากกว่า ลดความเสี่ยงของการถูกรถหน้าหรือหลังกระแทก ความสามารถในการเลี้ยวรถ รถที่มีค่า Ground Clearance สูงจะมีความยาวของฐานล้อมากกว่า ทําให้รัศมีการเลี้ยวรถกว้างขึ้น และมีความเสี่ยงในการเฉี่ยวชนสิ่งกีดขวางมากขึ้น ความสามารถในการขับขี่บนถนนเส้นเล็ก รถที่มีค่า Ground Clearance สูงจะมีความกว้างและยาวมากกว่า ทําให้ยากต่อการขับขี่ผ่านช่องทางที่แคบ เช่น ทางเข้าออกอาคาร หรือถนนเส้นเล็ก ความสูงของน้ำแค่ไหนถึงอันตรายไม่ควรขับขี่ผ่าน ? ระดับความสูงของน้ำ 10-30 เซนติเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับความสูงจากพื้นถึงตัวรถในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับ รถยนต์นั่งทุกประเภท ที่อยู่ในระดับ 130-170 มิลลิเมตร หรือ 13-17 เซนติเมตร อยู่ในระดับน้ำที่สูงขึ้นมาแตะใต้ท้องรถและอาจใกล้ถึงท่อไอเสีย อยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง ระดับความสูงของน้ำ 30-60 เซนติเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับความสูงจากพื้นถึงตัวรถถ้าเป็นรถยนต์นั่งทุกประเภท ระดับน้ำจะอยู่ที่กรอบป้ายทะเบียนด้านบน หรือ เลยกึ่งกลางของล้อ อยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลาง-สูง ถ้าเป็นรถยนต์ประเภท Cross Over, SUV, MPV อาจจะสามารถผ่านไปได้ ระดับความสูงของน้ำมากกว่า 60 เซนติเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับความสูงจากพื้นถึงตัวรถถ้าเป็นรถยนต์นั่งทุกประเภทระดับน้ำจะอยู่ที่กระจังหน้า-ฝากระโปรง อยู่ในระดับความเสี่ยงสูงมาก ถ้าเป็นรถยนต์ประเภท PPV หรือ รถกระบะ อาจจะสามารถผ่านไปได้ แต่ต้องระดับน้ำที่ไม่สูงเกิน 80 เซนติเมตร ซึ่งหากมากกว่านั้นควรเปลี่ยนพาหนะเป็นเรือในการสัญจร พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่! บทความนี้เรียบเรียงโดย Perplexity AI และอ้างอิงข้อมูลจาก https://www.pptvhd36.com/automotive/carcare/172383 https://www.babla.co.th/english/ground-clearance https://easysunday.com/blog/everything-to-know-before-driving-in-flood/ https://www.atvklion.com/articles/atv-ground-clearence.html https://easysunday.com/blog/which-suv-ppv-or-mpv-do-you-choose/

  • รู้หรือไม่? เลือกดอกยางรถบรรทุกแบบไหนให้ถูกต้อง ตอบโจทย์การใช้งาน

    รู้หรือไม่? เลือกดอกยางแบบไหนให้ถูกต้อง ตอบโจทย์การใช้งาน วันนี้อีซูซูจะมาขอแนะนำยางรถบรรทุก 4 ประเภทหลัก ๆ ว่ายางแบบไหนเหมาะกับการใช้งานยังไงบ้าง 1. ยางดอกละเอียด (Rib Pattern) : ลักษณะร่องและดอกยางจะโค้งเป็นแถวตามแนวเส้นรอบวงยาง ดอกยางประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการรีดน้ำได้ดีกว่ารูปแบบอื่นๆ เหมาะสำหรับรถบรรทุกที่ใช้งานทั่วไปบนทางเรียบ 2. ยางดอกบั้ง (Lug Pattern) : ลักษณะร่องและดอกยางจะมีลักษณะบั้งไปในแนวขวางกับเส้นรอบวงของยาง ทำให้อายุการใช้งานนานขึ้น ทนทานต่อการใช้งานหนัก ดอกยางประเภทนี้เหมาะสำหรับรถผสมปูน รถบรรทุกดัมพ์ 3. ยางดอกผสม (Rib-Lug Pattern) : เป็นการนำจุดเด่นของดอกยางประเภทดอกละเอียดมาผสมผสานกับดอกยางประเภทบั้ง ซึ่งดอกละเอียดจะอยู่บริเวณตรงกลางและดอกบั้งจะอยู่บริเวณไหล่ยางทั้ง 2 ข้าง ทำให้มีความสามารถทั้งการขับบนทางเรียบและบนทางขรุขระปานกลาง จึงเหมาะสมกับรถบรรทุกที่วิ่งด้วยความเร็วปานกลาง และมีการใช้งานทั้งบนถนนราบเรียบและขรุขระปานกลาง 4. ยางดอกบล็อก (Block Pattern) : โดยหน้ายางเป็นแบบบล็อกเหลี่ยมหรือโค้งมนเรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกเหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ ที่มีลักษณะเป็นแบบออฟโรด ถนนพื้นทราย ถนนพื้นโคลน เพราะลักษณะดอกยางดังกล่าวให้การตะกุยและยึดเกาะบนถนนลาดชันได้ดี รู้แบบนี้แล้วอย่าลืม! เลือกยางรถบรรทุกตามคำแนะนำของผู้ผลิตยางให้เหมาะกับการใช้งาน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ ความปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่!

  • ศูนย์บริการอีซูซุวางใจได้ โปรแรงแซงฝน ส่วนลดฉ่ำ ๆ

    โปรแรง แซงฝน ส่วนลดฉ่ำๆ ฝนจะตกแรงแค่ไหน ก็แรงสู้โปรเราไม่ได้หรอก โปรส่วนลดฉ่ำ ๆ ที่ช่วยคุณประหยัดได้แน่นอน! ศูนย์บริการรถยนต์อีซูซุ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 1,480 บาท (เกรดกึ่งสังเคราะห์ 7 ลิตร) รวมค่าแรง + VAT ลดยาง สูงสุด 2,000 บาท ลดอะไหล่ สูงสุด 15% ฟรี! เช็กรถ 8 ระบบสำคัญ ศูนย์บริการรถบรรทุกอีซูซุ ลดอะไหล่ สูงสุด 15% ลดยาง สูงสุด 1,200 บาท (สำหรับ NLR 130 และ NLR Lite ทุกรุ่น) ฟรี! เช็กรถ 50 รายการ ผ่อน 0% นานสูงสุด 9 เดือน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/isuzuhat/ ตั้งแต่ 16 มี.ค. 2567 - 31 ก.ค. 2567 พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่!

  • ใบขับขี่ 101 : เรื่องน่ารู้ของใบอนุญาตขับขี่รถ มีแบบไหนและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

    การขับขี่รถยนต์เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คน ซึ่งการมีใบขับขี่เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความสามารถและความรู้ในกฎจราจรของผู้ขับขี่ อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่ทราบว่าใบขับขี่นั้นมีหลายประเภท และแต่ละประเภทมีข้อกำหนดและสิทธิที่แตกต่างกันออกไป บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับประเภทต่าง ๆ ของใบขับขี่ พร้อมทั้งอธิบายความแตกต่างและข้อกำหนดที่สำคัญในการขอและใช้งานใบขับขี่แต่ละประเภท เพื่อให้คุณมีความเข้าใจและเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง ใบขับขี่รถยนต์มีกี่ชนิด ใบขับขี่รถยนต์ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ หลัก ๆ แบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ ตามชนิดของรถและการใช้งานทั้งแบบบุคคล และแบบสาธารณะ(รับจ้าง) โดยมีเงื่อนไขในการขอรับเพื่อใช้งาน และข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป และไม่สามารถใช้แทนกันได้ ใบอนุญาตขับขี่รถประเภทส่วนบุคคล ใบขับขี่ที่แบ่งออกอีก 4 ชนิด มีตั้งแต่ บ.1-บ.4 คือ ใบอนุญาตขับขี่ประเภทส่วนบุคคล (บ.) หรือรถที่มีแผ่นป้ายทะเบียนรถพื้นสีขาว มีตัวเลขและตัวอักษรสีดำ สำหรับใช้ขับรถขนส่งส่วนบุคคล (ธุรกิจส่วนตัว) เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง ไม่ใช่เพื่อการรับจ้าง และเป็นรถที่มีน้ำหนักเกินกว่า 1,600 กิโลกรัม ใบขับขี่ บ.1 หรือใบอนุญาตขับขี่ประเภทส่วนบุคคล (บ.) ชนิดที่ 1 คือ ใบขับขี่รถส่วนบุคคลสำหรับใช้ขับรถตู้ หรือรถแท็กซี่ ที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 3,500 กิโลกรัม หรือขับรถขนส่งผู้โดยสารไม่เกิน 20 คน ใช้รถตามชนิดใบอนุญาตในการสอบปฎิบัติ มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท บ.1 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบขับขี่ บ.1 ต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ใบขับขี่ บ.2 หรือใบอนุญาตขับขี่ประเภทส่วนบุคคล (บ.) ชนิดที่ 2 คือ ใบขับขี่รถส่วนบุคคลสำหรับใช้ขับรถรถบรรทุก, รถสิบล้อ, รถหกล้อ, รถตู้ หรือรถอื่นๆ ที่มีน้ำหนักรวมเกิน 3,500 กิโลกรัม หรือใช้ขับรถขนส่งผู้โดยสารเกินกว่า 20 คน ใช้รถขนส่ง หรือรถ 6 ล้อ ขี้นไปในการสอบปฎิบัติ มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท บ.2 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบขับขี่ บ.2 ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ใบขับขี่ บ.3 หรือใบอนุญาตขับขี่ประเภทส่วนบุคคล (บ.) ชนิดที่ 3 คือ ใบขับขี่รถส่วนบุคคลสำหรับใช้ขับรถสิบล้อพ่วง รถหัวลาก รถบรรทุกพ่วง หรือรถลากจูงรถอื่น ใช้รถลากจูง พร้อมรถพ่วง หรือรถกึ่งพ่วงในการสอบปฎิบัติ มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท บ.3 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบขับขี่ บ.3 ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ใบขับขี่ บ.4 หรือใบอนุญาตขับขี่ประเภทส่วนบุคคล (บ.) ชนิดที่ 4 คือ ใบขับขี่รถส่วนบุคคลสำหรับใช้ขับรถขนส่งวัตถุอันตราย รถบรรทุกสารเคมี รถบรรทุกน้ำมัน หรือรถบรรทุกก๊าซ ใช้รถลากจูง พร้อมรถพ่วง หรือรถกึ่งพ่วงในการสอบปฎิบัติ มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท บ.4 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบขับขี่ บ.4 ต้องมีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ใบอนุญาตขับขี่รถทุกประเภท ใบขับขี่ที่แบ่งออกอีก 4 ชนิด มีตั้งแต่ ท.1-ท.4 คือ ใบอนุญาตขับขี่รถประเภททุกประเภท (ท.) ใช้ขับรถรับจ้างขนส่งสินค้าหรือบุคคล รถขนส่งสินค้าในธุรกิจขนส่ง หรือรถโดยสารสาธารณะที่มีแผ่นป้ายทะเบียนพื้นสีเหลือง เพื่อการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง หรือการขนส่งด้วยรถขนาดเล็ก ใช้แทนได้ทั้งใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถประเภทส่วนบุคคล และใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ใบขับขี่ ท.1 หรือใบอนุญาตขับขี่ประเภททุกประเภท (ท.) ชนิดที่ 1 คือ ใบขับขี่สำหรับใช้ขับรถบรรทุกขนส่งทั้งแบบประจำทาง ไม่ประจำทาง หรือขนส่งโดยรถขนาดเล็กที่มีน้ำหนักรถรวมกันไม่เกิน 3,500 กิโลกรัม หรือรถขนส่งผู้โดยสารไม่เกิน 20 คน เช่น รถยนต์ป้ายเหลือง มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท ท.1 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบอนุญาตขับขี่ ท.1 ต้องไม่ต่ำกว่า 22 ปี ใบขับขี่ ท.2 หรือใบอนุญาตขับขี่ ประเภททุกประเภท ชนิดที่ 2 คือ ใบขับขี่สำหรับขับรถขนส่งโดยรถขนาดเล็กทั้งแบบประจำทาง และไม่ประจำทางสำหรับรถบรรทุกที่มีน้ำหนักรวมกันเกิน 3,500 กิโลกรัม หรือรถขนส่งผู้โดยสารเกินกว่า 20 คน เช่น รถบรรทุกป้ายเหลือง, รถสิบล้อ, รถหกล้อ, รถบัส, รถเมล์, รถตู้ หรือรถยนต์ มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท ท.2 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบอนุญาตขับขี่ ท.1 ต้องไม่ต่ำกว่า 22 ปี ใบขับขี่ ท.3 หรือใบอนุญาตขับขี่ ประเภททุกประเภท ชนิดที่ 3 คือ ใบขับขี่สำหรับขับรถลากจูงรถอื่นหรือลากล้อเลื่อนที่บรรทุกสิ่งของ เช่น รถบรรทุกพ่วงป้ายเหลือง, รถสิบล้อพ่วง หรือรถหัวลาก มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท ท.3 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบอนุญาตขับขี่ ท.3 ต้องไม่ต่ำกว่า 22 ปี ใบขับขี่ ท.4 หรือใบอนุญาตขับขี่ ประเภททุกประเภท ชนิดที่ 4 คือ ใบขับขี่สำหรับขับรถขนส่งโดยรถขนาดเล็กทั้งแบบประจำทาง และไม่ประจำทางที่ใช้ขนส่งวัตถุอันตรายตามประเภทหรือชนิด และลักษณะการบรรทุกที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เช่น รถที่ใช้ขนส่งวัตถุอันตรายทุกชนิด มีอายุใช้งานใบขับขี่ประเภท ท.3 อยู่ที่ 3 ปี และอายุของผู้รับใบอนุญาตขับขี่ ท.3 ต้องไม่ต่ำกว่า 25 ปี การทำใบอนุญาตขับขี่รถ เอกสารที่ต้องใช้ในการทำใบอนุญาตคือบัตรประชาชนตัวจริง และใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน โดยขั้นตอนในการทำใบอนุญาตมีดังนี้ จองคิวผ่านแอปพลิเคชั่น DLT Smart Queue หรือ Walk In แบบไม่ต้องจองคิว วันที่ 1 ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย (ตาบอดสี สายตากว้าง-ลึก ความไวเท้า) อบรม 5 ชั่วโมง, ทดสอบข้อเขียนและจองคิวสอบขับรถ วันที่ 2 ทดสอบขับรถ และทำใบอนุญาต ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใบขับขี่รถยนต์ 305 บาท หรือ รถจักรยานยนต์ 205 บาท การต่อใบอนุญาตขับขี่รถ ให้เตรียมใบขับขี่เดิม บัตรประชาชนตัวจริง และใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน กรณีต่อใบขับขี่จากชนิดชั่วคราว (2 ปี) เป็น 5 ปี มีการดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ จองคิวผ่านแอปพลิเคชั่น DLT Smart Queue หรือ Walk In แบบไม่ต้องจองคิว ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ประกอบไปด้วยทดสอบการมองเห็นสี ทดสอบสายตาทางลึก ทดสอบสายตาทางกว้าง และทดสอบปฏิกิริยาเท้าในการเหยียบเบรกหลังเห็นไฟสัญญาณ ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่ ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใบขับขี่รถยนต์ 505 บาท หรือ รถจักรยานยนต์ 255 บาท ผู้ขับขี่สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วัน หรือ 2 เดือน หากขาดต่ออายุใบขับขี่ กรณีสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องสอบข้อเขียนใหม่ หากสิ้นอายุเกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการอบรม, ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ กรณีต่อใบขับขี่ชนิด 5 ปี เป็น 5 ปี มีการดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ อบรมใบอนุญาติขับรถผ่านระบบ e-Learning ที่เว็บไซต์ https://dlt-elearning.com จองคิวผ่านแอปพลิเคชั่น DLT Smart Queue หรือ Walk In แบบไม่ต้องจองคิว ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ประกอบไปด้วยทดสอบการมองเห็นสี ทดสอบสายตาทางลึก ทดสอบสายตาทางกว้าง และทดสอบปฏิกิริยาเท้าในการเหยียบเบรกหลังเห็นไฟสัญญาณ ถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่ ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใบขับขี่รถยนต์ 505 บาท หรือ รถจักรยานยนต์ 255 บาท ผู้ขับขี่สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน หรือ 3 เดือน หากขาดต่ออายุใบขับขี่ กรณีสิ้นอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะต้องสอบข้อเขียนใหม่ หากสิ้นอายุเกิน 3 ปี เพิ่มขั้นตอนการทดสอบข้อเขียน, การสอบขับรถ และใบรับรองแพทย์ที่ขอไว้ไม่เกิน 1 เดือน พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่! อ้างอิงข้อมูล https://www.sanook.com/auto/68693/ https://rabbitcare.com/blog/driver-tips/thai-driving-license

  • ฤกษ์ออกรถยนต์ เดือนมิถุนายน 2567

    ฤกษ์ออกรถ มิถุนาคม 2567 มาแล๊วค๊า จากหมอช้างคนเดิม ถ้าจะมูเราต้องไปให้สุดดด ฤกษ์ออกรถ เดือนมิถุนายน 2567 วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2567 วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน 2567 วันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2567 วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2567 วันพุธที่ 12 มิถุนายน 2567 วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2567 วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2567 ฤกษ์ออกรถปี 2567 ตามวันเกิดออกรถวันไหนดี คนเกิดวันอาทิตย์ ควรออกรถวันจันทร์ วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์ไม่ควรออกรถวันศุกร์ คนเกิดวันจันทร์ ควรออกรถวันจันทร์ วันศุกร์ และวันเสาร์ ไม่ควรออกรถวันอาทิตย์ คนเกิดวันอังคาร ควรออกรถวันอังคาร วันศุกร์ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ไม่ควรออกรถวันจันทร์ คนเกิดวันพุธ (กลางวัน) ควรออกรถวันจันทร์ และวันศุกร์ไม่ควรออกรถวันอังคาร คนเกิดวันพุธ (กลางคืน) ควรออกรถวันจันทร์ และวันศุกร์ไม่ควรออกรถวันพฤหัสบดี คนเกิดวันพฤหัสบดี ควรออกรถวันจันทร์ และวันศุกร์ ไม่ควรออกรถวันเสาร์ คนเกิดวันศุกร์ ควรออกรถวันจันทร์ วันอังคาร วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ไม่ควรออกรถวันพุธ (กลางคืน) คนเกิดวันเสาร์ ควรออกรถวันจันทร์ ไม่ควรออกรถวันพุธ (กลางวัน) พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่!

  • ฤกษ์ออกรถยนต์ เดือนกรกฎาคม 2567

    ฤกษ์ออกรถเดือน กรกฎาคม 2567 วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2567 วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2567 วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2567 วันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2567 วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2567 ฤกษ์ออกรถปี 2567 ตามวันเกิด ออกรถวันไหนดี คนเกิดวันอาทิตย์ ควรออกรถวันจันทร์ วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์ไม่ควรออกรถวันศุกร์ คนเกิดวันจันทร์ ควรออกรถวันจันทร์ วันศุกร์ และวันเสาร์ ไม่ควรออกรถวันอาทิตย์ คนเกิดวันอังคาร ควรออกรถวันอังคาร วันศุกร์ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ไม่ควรออกรถวันจันทร์ คนเกิดวันพุธ (กลางวัน) ควรออกรถวันจันทร์ และวันศุกร์ไม่ควรออกรถวันอังคาร คนเกิดวันพุธ (กลางคืน) ควรออกรถวันจันทร์ และวันศุกร์ไม่ควรออกรถวันพฤหัสบดี คนเกิดวันพฤหัสบดี ควรออกรถวันจันทร์ และวันศุกร์ ไม่ควรออกรถวันเสาร์ คนเกิดวันศุกร์ ควรออกรถวันจันทร์ วันอังคาร วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ไม่ควรออกรถวันพุธ (กลางคืน) คนเกิดวันเสาร์ ควรออกรถวันจันทร์ ไม่ควรออกรถวันพุธ (กลางวัน) หากใครไม่สะดวกใช้ฤกษ์ดังกล่าวนี้ ให้ถือฤกษ์สะดวกสบายส่วนตนเป็นหลัก เพียงแค่ก่อนไปรับรถ หรือจับจอง หรือขับรถวันแรก ทำให้อารมณ์ให้ผ่องใส แช่มชื่น เริ่มต้นวันขอให้เป็นวันที่ดี ฤกษ์นั้นก็ถือเป็นฤกษ์มงคลได้เช่นกัน. พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่!

  • 6 สัญญาณไฟให้สัญญาณของรถบรรทุก ที่หลายคนไม่เคยรู้

    ในทุกการเดินทางบนท้องถนน เรามักจะพบเจอกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนในการขับขี่และการใช้สัญญาณไฟ การสื่อสารด้วยสัญญาณไฟของรถบรรทุกนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยและไม่เข้าใจ ในบทความนี้เราจะพาคุณไปสำรวจ "6 สัญญาณไฟให้สัญญาณของรถบรรทุก ที่หลายคนไม่เคยรู้" ซึ่งจะช่วยให้คุณรับรู้และเข้าใจถึงการสื่อสารที่สำคัญของพวกเขาในขณะขับขี่บนท้องถนน ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเดินทางของคุณ แต่ยังช่วยให้การสื่อสารกับรถบรรทุกเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สัญญาณไฟรถบรรทุก ที่หลายคนไม่รู้ เปิดไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาสลับกัน รถบรรทุกกำลังจะเบรกหรือด้านหน้ามีอุบัติเหตุ ให้ชะลอความเร็วลง เปิดไฟเลี้ยวซ้าย หากรถบรรทุกเปิดไฟเลี้ยวซ้ายทั้งที่ไม่มีซอยหรือทางเลี้ยว แสดงว่าข้างหน้าปลอดภัยสามารถแซงออกขวาได้ตามอัธยาศัย เปิดไฟเลี้ยวขวา หากรถบรรทุกเปิดไฟเลี้ยวขวาทั้งที่ไม่มีซอยหรือทางเลี้ยวข้างหน้า หมายความว่าห้ามแซงเพราะข้างหน้าอาจมีรถสวนมาหรือมีทางโค้ง เปิดไฟสูงตอนเราแซงขวา รถบรรทุกช่วยส่องไฟให้เราเห็นทางด้านหน้าชัดเจนและเมื่อรถบรรทุกดับไฟสูงลง เป็นสัญญานบอกว่ารถเราแซงพ้นแล้วสามารถกลับเข้ามาในเลนได้ วิ่งสวนทางมากระพริบไฟสูง 1 ครั้ง เช็กว่าเราง่วงหรือเปล่าและทางที่เราผ่านมานั้นมีอุบัติเหตุหรือด่านไหม หากไม่มีอะไรให้เรากระพริบไฟส่งสัญญาณกลับ1ครั้งเพื่อเป็นการตอบรับ วิ่งสวนทางมาดับไฟหน้าแล้วเปิดขึ้นใหม่ ทางด้านหน้าอาจมีการตั้งด่านหรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ให้เราเตรียมพร้อมชะลอความเร็วลง พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่!

  • เงินเดือนเท่าไหร่? ถึงจะซื้อรถป้ายแดงในฝันได้สักคัน!

    รถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญของใครหลาย ๆ คน จึงไม่แปลกที่คนเพิ่งเริ่มต้นทำงาน จะรู้สึกขวนขวายที่จะหาซื้อรถยนต์มาไว้ใช้งานแล้วเงินเดือนเท่าไหร่หละ จึงจะเริ่มซื้อรถเองได้? การซื้อรถยนต์ด้วยระบบเช่าซื้อไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก หากคุณมีเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท ก็เพียงพอที่จะผ่อนรถยนต์ระดับ 1,900 ซีซีได้แล้ว เนื่องจากไฟแนนซ์จะคิดยอดผ่อนต่อเดือนต้องไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ของรายรับที่ได้ในแต่ละเดือน นั่นหมายความว่า หากยอดผ่อนแต่ละเดือนประมาณ 7,500 บาท ก็สามารถเป็นเจ้าของรถได้ (เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทและสถาบันการเงินกำหนด) แต่ทั้งนี้ การที่ยอดผ่อนแต่ละเดือนจะลดลง นั่นหมายถึง คุณจะต้องเพิ่มเงินดาวน์ให้มากกว่าปกติด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากรถมีราคาประมาณ 605,000 บาท คุณควรดาวน์ไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นเงิน 121,000 บาท และผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 84 งวด จะทำให้ค่างวดอยู่ที่ประมาณ 7,170 บาท ซึ่งก็ต่ำพอให้ไฟแนนซ์สามารถพิจารณาอนุมัติให้ได้ อย่างไรก็ดี บริษัทไฟแนนซ์มักพิจารณารายรับต่อเดือนที่แน่นอน โดยเฉพาะ "ฐานเงินเดือน" ขณะที่รายรับอื่นๆ เช่น ค่าคอมมิชชั่น, โบนัส ฯลฯ บริษัทไฟแนนซ์บางแห่งอาจไม่นำมาพิจารณาเลยก็เป็นได้ ขณะที่อายุงานก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่บ่งบอกว่าคุณมีความมั่นคงเพียงพอ ไม่เปลี่ยนงานบ่อยเกินไปจนอาจทำให้รายได้ไม่มั่นคง การซื้อรถยนต์ใหม่ ไม่เพียงแต่พิจารณาถึงรายรับเพียงฉาบฉวยเท่านั้น หากคุณเป็นคนมีเงินเก็บหรือมีรายได้จากช่องทางอื่นอยู่เสมอ แม้จะได้เงินเดือนไม่มาก ก็ยังถือว่าไม่ตึงเกินไปนักที่จะผ่อนรถ แต่หากมีรายรับเพียงช่องทางเดียว และยังมีภาระอีกหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบ การซื้อรถยนต์อาจส่งผลให้คุณเกิดการชักหน้าไม่ถึงหลังได้ เพราะอย่าลืมว่ารถยนต์ นำไปสู่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ค่าประกันภัย, พ.ร.บ., ค่าภาษี, ค่าบำรุงรักษาตามระยะ, ค่าซ่อม ฯลฯ จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนซื้อรถยนต์ใหม่ และที่สำคัญ อย่าเข้าข้างตัวเองว่าจ่ายไหวอยู่แล้ว ควรลองหักรายได้ประจำเป็นจำนวนเท่าค่างวดในแต่ละเดือนเก็บเข้าบัญชี หากเก็บได้สัก 3 เดือน โดยไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ก็พอที่จะบ่งบอกว่าคุณพร้อมซื้อรถใหม่ได้ค่ะ ย้ำว่า ต้องเลือกซื้อรถให้เหมาะสมกับรายได้ เลือกเก็บตามกำลังที่ไหว อย่าให้ชีวิตต้องมาลำบากเพราะอยากจะได้รถมากเกินไป ถ้ารายได้ยังไม่มากพอ เป้าหมายเป็นรถที่ราคาไม่สูงนักก็จะช่วยให้การเก็บเงินเป็นจริงได้เร็วขึ้น พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่!

  • ซื้อรถใหม่ ต้องมี CHECK LIST อะไรบ้างที่คุณจะต้องทำ

    ซื้อรถใหม่ ต้องไม่ลืมตอบคำถามของตัวเองเกี่ยวกับรถคันที่กำลังสนใจซื้อตามเช็คลิสต์ดูว่าทำแล้วหรือยัง ซึ่งคำถามที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้ 1. เช็คลิสต์งบประมาณในการซื้อรถอยู่ที่เท่าไร สำคัญที่สุดใน การซื้อรถใหม่ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณในการซื้อ ถ้าคุณตอบได้ในข้อนี้ ตัวเลือกรถที่ชัดเจนขึ้นก็จะมากกว่าเดิม หาได้แค่ว่าฉันชอบรถรุ่นนั้น คันนี้สวยดี หรือกำลังจัดโปรเร้ากระชากใจดาวน์ 0% ผ่อนถูกสบาย ๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะคุณจะต้องรู้งบประมาณในการซื้อรถของคุณก่อนว่าอยู่ที่เท่าไร (หรือพอใจที่จะเป็นหนี้แค่ไหน) ในกรณีที่ซื้อผ่านไฟแนนซ์ 2. เช็คลิสต์ว่ารถประเภทไหนที่คุณต้องการ “จริง ๆ” ต่อไปที่ต้องเช็คลิสต์กันก็คือเรื่องของประเภทรถ และคำถามที่คุณต้องตอบให้นั้นก็คือ คุณจะซื้อรถไปทำอะไรเป็นหลัก เน้นโดยสารคนหรือบรรทุกของใช้ประกอบอาชีพ เป็นรถสำหรับครอบครัวโดยสารหลายคนหรือเน้นขับไปทำงานใช้ 1-2 คนเป็นประจำมากกว่า ถ้าตรงนี้ชัด รถที่ใช่สำหรับคุณก็จะชัดเจนมากขึ้นตามว่าเป็นรุ่นไหน 3. เช็คลิสต์ศูนย์บริการใกล้บ้านว่ามีมั้ยด้วย ข้อนี้คงต้องโฟกัสไปที่เรื่องของแบรนด์รถหรือยี่ห้อ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่บางทีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถคือการเลี้ยวเข้าศูนย์บริการเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องศูนย์บริการเพื่อการตรวจเช็คสภาพหรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถจึงมีความสำคัญด้วยไม่น้อย เพราะบางทีคุณอาจได้รถที่ใช่ตรงใจออกมาแล้ว แต่ติดที่แบรนด์รถนั้น ๆ มีศูนย์บริการอยู่ไกลบ้านเกินไปก็อาจทำให้ต้องเปลี่ยนใจไปเป็นรถตัวเลือกที่ 2-3 ได้ด้วยเหมือนกัน 4. เช็คลิสต์ “ฟีล” การใช้งานจริงเมื่อทดลองขับ สิ่งที่ถูกจริตคุณมากที่สุดจะต้องเป็นการ “ทดลองขับ” ทดลองการใช้งานเหมือนใช้รถจริง การขับขี่เป็นอย่างไรเมื่อนำรถไปใช้จริง อัตราเร่งโอเคมั้ย ห้องโดยสารกว้างพอสำหรับคุณหรือเปล่า การทดลองขับนี้จะช่วยตอบทุกคำถามให้คุณได้หมดในนี้ 5. เช็คลิสต์เงินดาวน์ที่มีและยอดค่างวดที่ไหวไม่หนักเกินกำลัง ซื้อรถป้ายแดงถ้าไม่มีโปรเร้าใจอะไรให้ตื่นตา อย่างดาวน์ 0% ก็จะต้องมีเรื่องเงินดาวน์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคุณต้องมีเตรียมไว้ 15%-30% หรือมากกว่านั้นของราคารถ คุณมีอยู่เท่าไร เตรียมไว้แค่ไหน อย่าลืมว่า! ยิ่งดาวน์มากค่างวดผ่อนก็จะยิ่งถูกลง ระยะเวลาในการผ่อนก็สั้นลง เช่นเดียวกันกับยอดค่างวดที่ผ่อนไหวคุณก็ต้องรู้ประมาณตัวเองได้ด้วยว่าต้องไม่หนักจนเกินไป 6. Check List เอกสารในซื้อรถ มีอะไรบ้างที่คุณต้องเตรียม เอกสารซื้อรถที่คุณจะต้องใช้เมื่อซื้อรถป้ายแดง (ส่วนใหญ่) มีอะไรบ้างไปดูกันเลย *เอกสารจะแตกต่างกันไปในแต่ละอาชีพ* สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หรือสลิปเงินเดือน สเตทเมนต์เงินเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน 7. Check List เตรียมค่าประกันภัยรถยนต์เอาไว้ด้วย ซื้อรถป้ายแดง รถยนต์ จากศูนย์ใหม่ ๆ เขาจะบังคับให้ทำประกันกับทางศูนย์ซึ่งคุณอาจเลือกประกันรถยนต์ไม่ได้ในปีแรก และในส่วนนี้คุณจำเป็นจะต้องมีเตรียมไว้ด้วยในกระเป๋า ราคาของประกันก็จะอยู่ประมาณ 10,000-30,000 บาทต่อปีโดยเฉลี่ย คุณต้องมีเตรียมไว้ในกระเป๋าด้วยเพิ่มเติมจากเงินดาวน์ ซื้อรถใหม่ ป้ายแดง “ให้คุ้มกว่า” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงทำ Check List ตามที่เรานำมาฝากนี้ คุณก็จะได้รถที่ตอบโจทย์ตรงใจมากกว่าแค่รถใหม่ธรรมดาคันหนึ่งแล้ว ก่อนเลือกซื้อรถ ลองนำไปใช้กันดูกับสิ่งที่ต้องทำ รับประกันว่ารถคันใหม่ที่คุณขับนี้จะคุ้มค่า ไม่มีคำว่า “คิดผิด” เข้ามารบกวนใจอย่างแน่นอน พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่!

  • พระหน้ารถ เลือกอย่างไร? ตั้งตรงไหน? ให้ปลอดภัยต่อการขับขี่และเสริมสิริมงคล

    การตั้งพระหน้ารถหลายคนเชื่อว่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจตามความเชื่อของคนไทย เจ้าของรถหรือคนขับรถส่วนใหญ่มักมีพระตั้งหน้ารถหรือเครื่องรางของขลังตามที่ตัวเองศรัทธาไว้ในรถตามจุดต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสบายใจตลอดการเดินทาง เสมือนมีพระคอยคุ้มครองให้ปลอดภัยยามขับขี่ และทราบไหมว่าการวางที่ถูกต้องควรวางอย่างไร ที่ได้ทั้งความปลอดภัยและความสบายใจ วันนี้มาดูกัน แนะนำพระตั้งหน้ารถที่ผู้ขับขี่นิยม หลวงปู่ทวด: พระที่มีชื่อเสียงด้านความแคล้วคลาดปลอดภัย แก่ผู้ที่บูชากราบไหว้ จึงค่อนข้างเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่พระตั้งหน้ารถ หลวงพ่อคูณ: อีกหนึ่งองค์ที่มีชื่อเสียงด้านความแคล้วคลาดปลอดภัย ที่ถูกบูชามาเป็นพระตั้งหน้ารถ หรือแม้แต่ของมงคลติดรถในรูปแบบเหรียญพระก็มีเช่นกัน หลวงพ่อโสธร: มีชื่อเสียงในด้านการคุ้มครอง ให้ปลอดภัยในทุกสถานการณ์แก่ผู้บูชา ที่ผู้คนนิยมกราบไหว้ให้เป็นพระตั้งหน้ารถไม่แพ้องค์อื่นเลย หลวงพ่อสด: อีกชื่อคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่เชื่อกันว่าหากบูชาท่านจะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ลาภไม่ขาดมือ อยู่ที่ไหนก็แคล้วคลาด ด้วยความเชื่อที่คุ้มครองขนาดนี้จึงกลายเป็นพระตั้งหน้ารถอีกองค์ที่น่าสนใจ แม่ย่านาง: เทวดาผู้ปกปักรักษายานพาหนะของคนไทย ช่วยดูแลการขับขี่ให้ปลอดภัย ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรถอันดับต้น ๆ ที่คนใช้รถนึกถึง ท้าวเวสสุวรรณ: โดดเด่นในเรื่องการป้องกันภูตผี ปีศาจที่ชั่วร้าย หรือสิ่งที่หวังร้ายต่อตัวเองและครอบครัว จึงถูกนำมาดัดแปลงเป็นทั้งพระตั้งหน้ารถ, ของมงคลห้อยหน้ารถ หรือแม้แต่ผ้ายันต์ก็มี แนะนำพระประจำวันเกิด การเลือกพระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด อาจไม่ได้มีโอกาสเลือกได้ตรงกับพระหน้ารถที่มีให้เช่ามากเท่าไหร่นัก แต่เผื่อเอาไว้ว่าคนใช้รถยนต์พอจะได้เลือกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรถที่หลากหลายกว่าคนทั่วไป ก็สามารถอ้างอิงได้จากลิสต์ต่อไป พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันอาทิตย์ คือ ปางถวายเนตร พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันจันทร์ คือ ปางห้ามญาติ พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันอังคาร คือ ปางไสยาสน์ พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันพุธ(กลางวัน) คือ ปางอุ้มบาตร พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันพุธ(กลางคืน) คือ ปางป่าเลไลยก์ พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันพฤหัสบดี คือ ปางสมาธิ พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันศุกร์ คือ ปางรำพึง พระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด วันเสาร์ คือ ปางนาคปรก เลือกพระตั้งหน้ารถควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ก่อน เลือกขนาดให้เหมาะสม : เพราะการมีพระตั้งหน้ารถ หรือของมงคลติดรถอื่น ๆ ที่จะอยู่ในบริเวณเดียวกัน ไม่ควรมีขนาดใหญ่จนบดบังวิสัยทัศน์การขับขี่ จัดวางในตำแหน่งที่ปลอดภัย : โดยเฉพาะการจัดตำแหน่งพระตั้งหน้ารถให้ไม่อยู่ในจุดเดียวกับถุงลมนิรภัย ไม่ควรมีจำนวนมากเกินไป : เพราะจะทำให้รถดูคับแคบ รวมถึงเสี่ยงอุบัติเหตุถูกโจรกรรมหากพระตั้งหน้ารถของเรามีมูลค่าสูง หาตัวช่วยยึดเกาะ : เพื่อให้พระตั้งหน้ารถของเราวางอยู่กับที่ ไม่หล่นหรือเอียงไม่ตามรถ แล้วตั้งพระตรงไหนของหน้ารถดีถึงจะปลอดภัย การวางพระไม่ควรตั้งให้บังทัศนวิสัยของคนขับ หลาย ๆ คนชอบตั้งพระเอาไว้ที่ Air Bag เพราะเป็นพื้นที่ที่โล่ง จึงคิดว่าที่นี่แหละเหมาะ ที่จะวางพระเอาไว้ จากนั้นก็แปะสติกเกอร์หรือติดกาวเรียบร้อย แต่รู้หรือเปล่าว่าแบบนี้เสี่ยงอันตรายมาก เพราะถ้าเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมา แล้วถุงลมทำงาน ก็จะผลักวัตถุมงคลที่ตั้งอยู่กระแทกเข้าตัวทันที ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ นอกจากจุด Air Bag แล้ว บริเวณส่วนหน้าอื่น ๆ ก็หลีกเลี่ยงการตั้งพระหรือวางสิ่งของวัตถุมงคลไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตรงคอนโซลหน้า เหนือกระจกมองหลัง หรือแม้กระทั่งหน้าพวงมาลัยทุกจุดล้วนมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน ผู้ขับขี่บางคนต้องการแขวนพระห้อยไว้ที่กระจกมองหลัง ให้เลือกสายที่ไม่ยาวมาก เพื่อให้พระไม่บังกระจก และอย่าลืมเลือกพระที่ไม่มีมุมแหลมคม ป้องกันเวลาเกิดอาการแกว่งเวลารถเลี้ยวหรือตกหลุม ควรใช้สายที่ยาวในระดับที่แขวนได้พอดี เพราะการใช้สายห้อยที่ยาวเกินไปจะทำให้เราต้องมาม้วนเก็บสาย สร้างความพะรุงพะรัง ตั้งพระทิศทางไหน? ดีล่ะ ถึงจะเสริมความเป็นสิริมงคล ตั้งพระหน้ารถหันหน้าออก: เพื่อให้องค์พระหน้ารถท่านได้มองเห็นถนนหนทาง เหมือนกับที่ผู้ขับขี่ได้เห็น จะได้ช่วยปกป้อง คุ้มครองจากภัยอันตรายต่างที่จะเข้ามา ตั้งพระหน้ารถหันหน้าเข้าหา: เพื่อเตือนให้เรามีสติในการขับขี่ เปรียบเสมือนว่าพระตั้งหน้ารถท่านคือเครื่องเตือนใจของเรา นอกเหนือจากนี้ยังมีเสริมอีกนิดหน่อย กับการตั้งพระหน้ารถเข้าหาเรา เพราะบางคนเชื่อว่าการไหว้พระหน้ารถต่อเบื้องหน้า ถือเป็นสิ่งที่ดี และควรทำมากที่สุดนั่นเอง แต่อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคนว่าต้องการวางตำแหน่งพระตั้งหน้ารถไว้อย่างไร ลองตัดสินใจเอาได้เลย อันที่จริงเรื่องเรานี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล คนที่มีพระไว้บูชาไว้ที่หน้ารถเยอะ ๆ อาจไม่ได้มองว่าจะช่วยส่งเสริมความปลอดภัยให้มากขึ้นเช่นนั้นหรอก อาจมองเป็นของสะสมและความชอบส่วนตัว แม้จะติดกาวหนาแน่นหรือยึดฐานเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ก็เสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายหรืออันตรายที่มากขึ้นในกรณีที่จะเกิดอุบัติเหตุใด ๆ ถ้าเกิดว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน รถประสบอุบัติเหตุ สิ่งของมงคลเหล่านี้ที่หมายมั่นเอาไว้ว่าจะเป็นสิ่งเสริมมงคล อาจกลับมาทิ่มแทงทำร้ายได้รอบด้าน การมีพระตั้งหน้ารถช่วยเรื่องอารมณ์ความรู้สึกขณะขับรถได้เป็นอย่างดี เพราะการมีพระไว้ในรถทำให้คุณสามารถกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ตลอด ฝึกทำสมาธิและเจริญสติปัญญาก่อนการขับขี่ ช่วยสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกสงบสุข ช่วยกระตุ้นให้คุณไม่ใช้อารมณ์ในการขับขี่ ช่วยลดความเครียดและพฤติกรรมก้าวร้าวบนท้องถนนได้ จึงส่งผลดีทั้งต่อตัวเราเองและผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นอย่างแรกในการวางพระหน้ารถที่ถูกวิธีคือ ทัศนวิสัยในการขับขี่ พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่! อ้างอิงข้อมูล พระตั้งหน้ารถอย่างไร ให้ถูกหลักฮวงจุ้ย? พระตั้งหน้ารถ วางอย่างไรให้ถูกหลักฮวงจุ้ย? แนะนำการเลือกพระตั้งหน้ารถ ประจำวันเกิด พร้อมวิธีตั้งให้เหมาะสมที่สุด การวางพระหน้ารถที่ถูกวิธีตามความเชื่อ เสริมสิริมงคล วางพระหน้ารถ ควรหันหน้าไปทางไหน หันหน้าเข้าหรือออก “พระคุ้มครอง” ก็จริง แต่ตั้งพระในรถดีจริงหรือ?

  • ทำยังไงดี! เมื่อรถยนต์สุดรักดันเกิดอุบัติเหตุแบบไม่คาดคิด

    อุบัติเหตุบนท้องถนนมักจะเกิดขึ้นแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งในแต่ละครั้งที่เกิดอุบัติเหตุอาจนำมาซึ่งความเสียหายทั้งทรัพย์สินและร่างกาย รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ตามมา ‘ประกันรถยนต์’ จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันของเรา เพราะทางบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดการเรื่องเคลมประกันรถยนต์กับความเสียหายที่เกิดขึ้นแทนเรา แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไรมาดูกัน เกิดอุบัติเหตุแล้วต้องไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าดันทุรังขับต่อ ห้ามขับหนีเด็ดขาด หายใจเข้าลึก ๆ สงบสติอารมณ์ อย่าเพิ่งโวยวาย อย่าเพิ่งเสียงดัง คุยกันด้วยเหตุผล และยังไม่ต้องรีบเอ่ยปากขอโทษ ให้ใจเย็น ๆ และโทรเรียกประกัน ห้ามเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุ เปิดไฟฉุกเฉินแล้วรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง พวกเขาจะทำเครื่องหมายเส้นเกิดอุบัติเหตุและรวบรวมรายละเอียดและหลักฐานที่จำเป็น ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งป้ายทะเบียนและร่องรอยการชน หากมีกล้องบันทึกหน้าและหลังรถยนต์จะดีที่สุด ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ประกอบเป็นหลักฐาน ความปลอดภัยต่อชีวิตต้องมาเป็นอันดับแรก ถ้าอุบัติเหตุรถชนรถครั้งนี้มีคนเจ็บให้เรียกรถพยาบาลก่อนกดเบอร์โทรฉุกเฉิน แล้วค่อยโทรหาบริษัทฯ ประกันภัยครับ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ หรือพยายามหาว่าใครผิดใครถูก เพราะชีวิตสำคัญที่สุด เพราะอาจทำให้สถานการณ์และอาการบาดเจ็บเลวร้ายกว่าเดิม แม้จะเป็นเรื่องที่ยากมากในสถานการณ์แบบนั้น ต้องเรียกรถพยาบาล ไม่ควรเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยเอง และแจ้งตำรวจไปพร้อมกัน ให้ประกันภัยเป็นตัวกลางจัดการปัญหา ต้องติดต่อบริษัทประกันภัยรถยนต์ของคุณทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยไม่คำนึงถึงความผิด แม้ว่าอีกฝ่ายสัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหาย แต่การรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวให้บริษัทประกันภัยของคุณทราบเป็นสิ่งสำคัญ อย่าลืมยอมรับความผิดหรือทำข้อตกลงใดๆ โดยไม่ปรึกษาผู้ให้บริการประกันภัยของคุณ พวกเขาจะแนะนำคุณตลอดกระบวนการและรับรองว่าการเรียกร้องของคุณจะได้รับการดูแลโดยทันที แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งคู่ดันไม่มีประกันภัยล่ะ! หากเป็นฝ่ายถูกในอุบัติเหตุ รถชน และคู่กรณีไม่มีประกันรถยนต์กันทั้งคู่ สามารถเรียกเก็บค่าเสียหายจากคู่กรณีได้ เช่น ค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยอุบัติเหตุ รถชนตามพ.ร.บ.รถยนต์ ซึ่งสามารถต่อรองกันได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ควรไปแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานไว้ด้วยเป็นดีที่สุด แต่ถ้ากรณีที่คู่กรณีที่ไม่มีประกันอุบัติเหตุ รถชนที่คุณเป็นฝ่ายถูกและคู่กรณีไม่มีประกันรถยนต์ ทางเราสามารถเรียกค่าเสียหายได้ โดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันจะรับหน้าที่แทน ทั้งการเคลมประกันรถที่เสียหายจากอุบัติเหตุ รถชน และการไล่เบี้ยเก็บเงินจากคู่กรณี แต่อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเผื่อเหตุที่คู่กรณีเลี่ยงความรับผิดชอบ พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่! อ้างอิงข้อมูล 5 ขั้นตอนปฏิบัติ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ขับรถชนคนแบบไม่ได้ตั้งใจ ประกันรถยนต์คุ้มครองไหม? สิ่งที่ต้องรู้ก่อน เคลมประกันรถยนต์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ จะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดอุบัติเหตุ รถชนกับคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยรถยนต์ ?

  • 5 คำแนะนำ ก่อนเริ่มต้นเป็นนักขับรถปิ๊กอัพขนส่ง รถคอก รถตู้ทึบ ส่งสินค้ามือใหม่

    ต้องขอบอกว่าในบ้านเรา รถปิ๊กอัพกลายเป็นเพื่อนคู่หูที่เชื่อถือได้สำหรับครอบครัวและธุรกิจมากมาย นอกจากจะเป็นพาหนะแล้วยังใช้สำหรับบรรทุกสิ่งของต่าง ๆ อีกด้วย เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นรถปิ๊กอัพไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากภูมิประเทศที่หลากหลายของประเทศของเรา ทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ และแก่ง หลายพื้นที่ยังคงมีถนนขรุขระ ทำให้รถปิ๊กอัพเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถดัดแปลงรถปิ๊กอัพเพื่อการค้าเพื่อใช้เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้อีกด้วย หลายคนยังรู้สึกว่ายังไม่พร้อมเริ่มต้นประกอบอาชีพโดยใช้รถปิ๊กอัพ รถคอก รถตู้ทึบ ขนส่งสินค้าไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นยังไงดี และควรเตรียมตัวยังไงบ้าง วันนี้เราจะแนะนำ 5 สิ่งที่ควรทราบเบื้องต้นก่อนเริ่มต้นเส้นทางรับวิ่งงานขนส่ง ลองดูว่าตัวเราเองยังขาดสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่ มีรถปิ๊กอัพก็เริ่มต้นประกอบอาชีพเหล่านี้ได้ อาชีพจากรถปิ๊กอัพของตัวเอง จริง ๆ แล้วมีตัวเลือกให้เริ่มต้นมากมายขึ้นอยู่กับว่าเราชื่นชอบการทำงานแบบไหน และรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้อาจจะต้องเผื่องบต่อเติมรถยนต์อีกซักหน่อย วันนี้เราจึงรวบรวมอาชีพที่นิยมและคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางให้ผู้เป็นเจ้าของรถปิ๊กอัพไว้เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ วิ่งงานรับผัก/ผลไม้ ตามฤดูกาล ซึ่งจะรับมาขายปลีกเองหรือส่งตลาดใหญ่ก็ได้เช่นกัน หากเป็นการส่งตลาดใหญ่จะเป็นการวิ่งรับจากสวนไปส่งตลาดศูนย์กลาง โดยจะมีแต่ละสายสนส่งแตกต่างกันไปในแต่ละภุมิภาคขึ้นอยู่กับว่าเราร่วมงานกับทีมไหน การขนส่งจะเป็นภายในวันหรือคืนนั้น ๆ ค้าขายตามตลาดนัด หากมีรถกระบะอยู่แล้ว “ตลาดนัด” หรืองาน “งานอีเว้นท์” ก็นับว่าเป็นการเปิดโอกาสสำหรับผู้ที่สนใจในการขายของ และพัฒนาตัวเองในเรื่องของการขายได้ดี เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังคงนิยมเดินจับจ่ายใช้สอยตามตลาดนัด หรือเวลามีงานอยู่ รับจ้างทั่วไป/ขนของย้ายห้อง/ย้ายบ้าน การบริการรับจ้างขนของทั่วไป รับจ้างขนย้ายบ้าน รับจ้างขนย้ายสำนักงาน ขนย้ายคอนโด ซึ่งหากมีสกิลหรือความสามารถในถอดและติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ภายในสำนักงานของลูกค้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะทำให้มีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดให้ลูกค้าติดต่อจ้างงานได้มากกว่าเจ้าอื่นๆ รถแห่โฆษณา รถแห่โฆษณานี้เองที่เป็นผู้สร้างการรับรู้ และเป็นประตูในการนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อสินค้าหรือแบรนด์ของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง รถพุ่มพวงขายกับข้าว แม้ปัจจุบันจะเห็นว่ารถขายอาหารสด หรือรถพุ่มพวงมีจำนวนมากขึ้น แต่อาชีพนี้รับรองว่ายังไงก็ไปต่อได้ หากรู้จักการวิ่งเข้าหาแหล่งชุมชนหรือย่านที่พักอาศัย ก็จะสามารถทำรายได้จากรถพุ่มพวงแน่นอน พาร์ทเนอร์กับแอปฯ ขนส่ง พาร์ทเนอร์ผู้ขับจะต้องใช้แอปฯ วิ่งงานสำหรับผู้ขับโดยเฉพาะไว้รับงานจากลูกค้า ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบทั้งร่วมวิ่งงานเป็นครั้งคราวเพื่อหารายได้พิเศษ(Part-time) หรืออาจเป็นผู้ขับรถร่วมที่ประกอบอาชีพเป็นงานประจำไปเลย อันนี้ก็อาจขึ้นอยู่กับความสะดวกของเราด้วยว่าจะเอาแบบไหน "ลักษณะการทำงาน" สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจและปรับตัว ในบางอาชีพคุณอาจได้ใช้ชีวิตกับรถยนต์คู่ใจ บางครั้งเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองทั้งกินอยู่และนอนหลับ เนื่องจากต้องรักษาระยะเวลาในการเดินทาง ความรีบเร่งในการขนส่ง รวมไปถึงระยะทางในการเดินทาง ความตรงต่อเวลา การทำงานเป็นทีม การมีสติแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แน่นอนว่าทุกการขับขี่คุณต้องคำนึงถึงสินค้าที่คุณบรรทุกมาโดยไม่ประมาทจนก่อให้เกิดความเสียหาย ต้องใส่ใจการขึ้นสินค้า รู้จักจัดแจงตำแหน่งการกระจายน้ำหนักให้ดี เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดที่นอกจากต้องซ่อมแซมรถยนต์ของเราเองแล้วอาจถูกผู้ว่าจ้างปรับค่าสินค้าเสียหายอีกต่างหาก(ถ้าหากไม่มีประกันสินค้า) ทั้งนี้นั้นขึ้นอยู่กับว่าอาชีพที่เราใช้รถปิ๊กอัพประกอบอาชีพนั้นเป็นอย่างไร บางงานอาจต้องใช้ความชำนาญสูงในการขับขี่เป็นพิเศษ ใช้ทั้งพลังกายพลังใจ บางงานอาจมีปัจจัยความเสี่ยงทั้งในเรื่องความอ่อนไหวของตัวสินค้าและมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือบางงานอาจต้องดำเนินงานได้แค่กลางคืนเท่านั้นและแข่งกับเวลา ดังนั้นลองพิจารณาความพร้อมของตัวเราเองว่าเรารับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน ลองสอบถามเพื่อนร่วมอาชีพหาคำแนะนำดี ๆ คอยนำทางเรา ก็น่าจะช่วยให้เราเริ่มต้นประกอบอาชีพได้มั่นใจยิ่งขึ้น งานที่เราเต็มที่กับมัน หากคุณทำได้ถูกที่ถูกเวลาผลตอบแทนย่อมสมน้ำสมเนื้อกับหยาดเงื่อที่เสียไปแน่นอนครับ สินค้าที่ถูกขนส่งให้ความสำคัญแตกต่างกันไป พืชผัก/ผลไม้สด หรือพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยส่วนมากมักจะเดินทางขนส่งรวดเดียวให้เร็วที่สุด รีบขึ้นของและรีบลงของ เป็นสินค้าที่บอบบาง เหี่ยวเฉา เสียหายได้ง่าย หากเป็นตอนกลางวันมักต้องถูกคลุมด้วยผ้าใบเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด ฤดูฝนอาจต้องใช้วิธีเช่นเดียวกับสินค้าที่เป็นของเหลวบรรจุขวด การดูแลรักษาขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้ขับขี่แต่ละคน วัตถุดิบหรืออาหารแช่เย็น-แช่แข็ง/อาหารทะเล สินค้าประเภทนี้ต้องใช้รถตู้เย็นประเภทเดียวเท่านั้นในการขนย้ายเนื่องจากต้องมีการควบคุมอุณหภุมิตลอดเวลาขนส่ง สินค้าที่เป็นของเหลวบรรจุขวด มีน้ำหนักมาก บางครั้งต้องมีการคลุมปิดทับสินค้าไม่ให้โดนน้ำที่อาจก่อความเสียหายให้สินค้าได้ หรือแม้แต่แสงแดดที่อาจทำให้คุณสมบัติของสินค้าเปลี่ยนแปลง เน่าเสียได้เช่นกัน แต่กรณีที่เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องมีใบอนุญาตและต้องพกติดรถไปด้วย ปุ๋ยหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินค้าเหล่านี้มักจะบรรทุกไม่เยอะมากเนื่องจากมีน้ำหนักมาก หรือบางชิ้นอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมรถยนต์ไม่ควรสูงหรือยาวเกินกว่ากฎหมายกำหนด ท่อน้ำ/ท่อร้อยสายไฟฟ้า/ท่อโลหะ มันเป็นสินค้าที่มีขนาดใหญ่ไม่ควรสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ท่อบางชนิดมีความยาวควรติดสัญญาณเตือนติดด้านปลายหรือส่วนทายของสินค้า มีการมัดขึงที่แน่นหนาไม่ทำให้สินค้าร่วงหล่น เฟอร์นิเจอร์/ข้าวของเครื่องใช้ สินค้าประเภทนี้ต้องรหลีกเลี่ยงการโดนน้ำเนื่องจากเฟอร์นิเจอร์เมื่อโดนน้ำอาจก่อให้เกิดคราบฝังหรือเปื่อยยุ่ยเสียหาย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้บางประเภทที่อาจเป้นเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นไปได้ควรตรวจสอบสภาพอากาศหรือใช้รถตู้ทึบแห้งในการขนย้าย ยานพาหนะขนาดเล็ก ระมัดระวังเรื่องการยึดสินค้าให้อยู่กับที่ ไม่ทำให้เกิดรอยขีดข่วนเสียหาย บางผู้รับจ้างมักใช้รถปิ๊กอัพตู้ทับในการรับจ้างขนย้ายไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อป้องกันน้ำและฝุ่นหรือวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ในท้องถนนทำให้เกิดความเสียหาย ก๊าซและสารเคมีอุตสาหกรรม โดยปกติมักเป็นรถยนต์ที่ได้รับใบอนุญาต/ใบขับขี่ในการขนส่งเท่านั้น เนื่องจากเป็นวัตถุอันตราย กฎหมายที่เกี่ยวข้องช่วยให้เราระมัดระวังและไม่ถูกจับปรับ ตามกฎหมายรถกระบะขนาด 1 ตัน สามารถบรรทุกของได้ไม่เกิน 1,000 กก. หรือ 1 ตัน ตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 หากต้องการบรรทุกหนักเกินกว่านั้น เจ้าของรถต้องติดต่อสำนักงานขนส่ง เพื่อยื่นเรื่องขออนุญาตดัดแปลง อาทิ เปลี่ยนเพลา เสริมแหนบ เปลี่ยนกระทะล้อ เพื่อให้บรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้นอย่างปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย ต้องคำนึงถึงความกว้าง ความยาว และความสูง ของสิ่งที่บรรทุกด้วย โดยจะมีกฎข้อห้ามการบรรทุกตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ปี 2522 มาตรา 5 และมาตรา 15 ระบุไว้ว่า ต้องบรรทุกของไม่เกินความกว้างขอตัวรถ ส่วนความยาวด้านหน้ายื่นได้ไม่เกินฝากระโปรงหน้ารถ และด้านหลังเลยตัวรถได้ไม่เกิน 2.5 เมตร ขณะที่ความสูงวัดจากพื้นถนนแล้วต้องไม่เกิน 3.8 เมตร ถ้าจำเป็นต้องบรรทุกเกินความยาวของตัวรถ ต้องติดธงสีแดงเรืองแสงทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาด 30x45 ซม. ไว้ปลายสิ่งของที่บรรทุกมา เช่นเดียวกันในตอนกลางคืนต้องมีการติดสัญญาณไฟสีแดงที่สามารถมองเห็นได้ชัดในระยะ 150 เมตร รวมถึงต้องมีเชือกหรือสายรัดในการผูกมัดสิ่งของเอาไว้อยู่กับรถ และต้องมั่นใจว่ามีการผูกเอาไว้อย่างแน่นหนา ป้องกันการตกหล่นและรั่วไหลของสิ่งของที่บรรทุก เพราะอาจสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นได้ ใบขับขี่ไม่ได้ใบเดียวกับที่ใช้ขับขี่ทั่วไป ใบขับขี่ทั้งแบบใบอนุญาตขับขี่รถส่วนบุคคล และใบอนุญาตขับขี่รถทุกประเภท แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะรถ น้ำหนักรถและการใช้งานรถ ได้แก่ ใบขับขี่ประเภท 1, ใบขับขี่ประเภท 2, ใบขับขี่ประเภท 3 และใบขับขี่ประเภท 4 สามารถใช้ใบขับขี่ประเภทที่สูงกว่าแทนใบขับขี่ประเภทที่ต่ำกว่าได้กรณีต้องการขับรถที่นอกเหนือจากใบขับขี่ที่มีอยู่ ใบขับขี่ประเภท 1 ใบขับขี่ประเภท 1 คือ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสำหรับรถที่น้ำหนักรถและน้ำหนักรถบรรทุกรวมกันไม่เกิน 3,500 กิโลกรัมที่ไม่ได้ใช้ขนส่งผู้โดยสาร หรือสำหรับรถขนส่งผู้โดยสารไม่เกิน 20 คน ได้แก่ ใบขับขี่ บ.1 และใบขับขี่ ท.1 ใช้ขับรถแท็กซี่ หรือรถตู้ มีอายุการใช้งาน 3 ปี ผู้ยื่นขอต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 22 ปี และต้องสอบขับรถตามชนิดใบอนุญาต ใบขับขี่ประเภท 2 ใบขับขี่ประเภท 2 คือ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสำหรับรถที่มีน้ำหนักบรรทุกรวมกันเกินกว่า 3,500 กิโลกรัม ที่ไม่ได้ใช้ขนส่งผู้โดยสาร หรือสำหรับรถขนส่งผู้โดยสารเกินกว่า 20 คน ได้แก่ ใบขับขี่ บ.2 และใบขับขี่ ท.2 ใช้ขับรถเมล์, รถบัส, รถบรรทุกสินค้า หรือรถ 6 ล้อ มีอายุการใช้งาน 3 ปี โดยผู้ยื่นขอต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 22 ปี และต้องสอบขับรถตามชนิดใบอนุญาต ใบขับขี่ประเภท 3 ใบขับขี่ประเภท 3 คือ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสำหรับลากจูงรถอื่นหรือล้อเลื่อนที่บรรทุก ได้แก่ ใบขับขี่ บ.3 และใบขับขี่ ท.3 ใช้ขับรถพ่วง, รถ 10 ล้อ หรือรถ 6 ล้อ มีอายุการใช้งาน 3 ปี โดยผู้ยื่นขอต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 22 ปี ต้องเข้ารับการอมรมหลักสูตรความปลอดภัยตามที่กำหนด และต้องสอบขับรถลากจูง พร้อมรถพ่วง หรือรถกึ่งพ่วง ใบขับขี่ประเภท 4 ใบขับขี่ประเภท 4 คือ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสำหรับรถที่ใช้ขนส่งวัตถุอันตรายตามประเภทหรือชนิดและลักษณะการบรรทุกตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ใบขับขี่ บ.4 และใบขับขี่ ท.4 ใช้ขับรถขนส่งเคมี, รถบรรทุกเชื้อเพลิง มีอายุการใช้งาน 3 ปี โดยผู้ยื่นขอต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ต้องเข้ารับการอมรมหลักสูตรความปลอดภัยตามที่กำหนด และต้องสอบขับรถลากจูง พร้อมรถพ่วง หรือรถกึ่งพ่วง พบกับข่าวสารล่าสุดทาง LINE! มาเช็คข่าวสารและโปรโมชันดีๆ ใน LINE กัน เพิ่มบัญชีทางการเป็นเพื่อน คลิกที่นี่! อ้างอิงข้อมูล เคล็ด (ไม่) ลับ บรรทุกของท้ายรถกระบะอย่างไร ไม่ให้โดนจับ! ต้องรู้! ใบขับขี่รถยนต์มีกี่ชนิดและมีกี่ประเภท? มีค่าใช้จ่ายเท่าไรบ้าง? กฎหมายรถกระบะ บรรทุกของอย่างไรไม่ให้ถูกจับ รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย ? 10 เส้นทางรวย ด้วยการสร้างอาชีพจาก “รถกระบะ” เริ่มต้นง่ายทำได้จริง ไปดูกันเลย..

bottom of page